วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กสิกรไทย ร่วมวางแผนทางการเงินให้กับคู่รักในวันวาเลนไทน์

จัดทำโดย น.ส.วรุณรัตน์ ขุนคงเสถียร 4901208028 K5


กสิกรไทย ร่วมวางแผนทางการเงินให้กับคู่รักในวันวาเลนไทน์

กสิกรไทย ชี้รักแท้ต้องวางแผน จับมือเขตบางรักชวนคู่รักจูงมือวางแผนการเงินฟรี เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มต้นชีวิตครอบครัวในวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.นี้

นางสาวอุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารร่วมกับสำนักงานเขตบางรัก ร่วมกิจกรรมออกบูธภายในงาน บางรัก... มรดกรักแห่งแผ่นดิน ในวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 นี้ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ณ ชั้น 7 อาคาร บสก. ถนนสุรศักดิ์ ด้วยบริการที่ปรึกษาด้านวางแผนทางการเงินกสิกรไทย (K-WePlan) สำหรับคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรส ณ เขตบางรักในวันวาเลนไทน์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ และส่งเสริมให้คู่รักได้มีการวางแผนทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนทางการเงินเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ด้วยการวางแผนทางการเงินที่ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ การวางแผนทางการเงินเพื่อซื้อสินค้า การวางแผนทางการเงินเพื่อการศึกษาบุตร และการวางแผนทางการเงินเพื่อเตรียมพร้อมในวัยเกษียณ อันจะเป็นการสร้างอนาคตทางการเงินที่มั่นคง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงินของธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่งเสริมการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่แข็งแรง ด้วยการวางแผนทางการเงิน เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับครอบครัวในอนาคต
นางสาวอุมาพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านๆ มา มีคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรสกับทางสำนักงานเขตบางรัก ในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ประมาณ 1,200-1,500 คู่ ซึ่งคู่รักที่สนใจเข้ามารับบริการวางแผนทางเงินภายในงานดังกล่าวกับทางธนาคาร จะได้รับซีดีสมุดบันทึกรายรับ-รายจ่าย และซองใส่สมุดบัญชี (Passbook) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งธนาคารคาดว่าจะมีคู่รักที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการปรึกษาทางการเงินประมาณ 300 คู่


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
ส่วนประชาสัมพันธ์ ธนาคารกสิกรไทย
1 ซอยกสิกรไทย ราษฎร์บูรณะ
กทม.10140
โทร.0 2470 2650-8


คำถาม
1.เราควรวางแผนการเงินอย่างไร? ในวันวาเลนไทน์
2.เพื่อส่งเสริมการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่แข็งแรงเราควรมีการวางแผนทางการเงินอย่างไร?
3.มีคู่รักกี่คู่ รักที่สนใจเข้ามารับบริการวางแผนทางเงินภายในงานดังกล่าว

รายงานภาวะเศรษฐกิจรายวันประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552

จัดทำโดย น.ส.สราญรัตน์ กิตติชัยศรี 4901208033 K5


รายงานภาวะเศรษฐกิจรายวันประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552

กระทรวงการคลัง -- 2 ชั่วโมง 26 นาทีที่แล้ว
Macro Morning Focus ประจำวันที่ 13 ก.พ. 2552

SUMMARY:
1. ม.หอการค้าเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค.52 อยู่ที่ 68.3
2. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยธุรกิจไทยปี 52 มีความเสี่ยงสูงส่งผลให้การว่างงานเพิ่มขึ้น
3. ส่งออกจีนทรุดหนัก หดตัวร้อยละ -17.5 ต่อปี นำเข้าหดตัวร้อยละ -43.1 ต่อปี

HIGHLIGHT:
1. ม.หอการค้าเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค.52 อยู่ที่ 68.3
- ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค. 52 อยู่ที่ 68.3 เพิ่มขึ้นจาก 67.5 ในเดือน ธ.ค.51 เนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ยังคงต่ำกว่า 100 แสดงว่าผู้บริโภคยังคงรู้สึกไม่มั่นใจต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากความกังวลในภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐและเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ และภาวะการจ้างงานที่ยังคงไม่สดใส
- สศค. วิเคราะห์ว่า ปัจจัยลบสำคัญต่อความเชื่อมั่นคือ เศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ได้ส่งผลกระทบวงกว้างต่อการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว และการจ้างงาน ทั้งของไทยและทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลควร 1) เร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่ตั้งไว้แล้วและที่ตั้งเพิ่มเติม 2) สนับสนุนและบริหารจัดการให้ธุรกิจเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษีอย่างจริงจัง 3) สนับสนุนและบริหารจัดการการใช้นโยบายกึ่งการคลัง เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างความมั่นใจให้ธนาคารพาณิชย์ เข้ามาร่วมปล่อยสินเชื่อ 4) สร้างความเชื่อมั่นต่อคนไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป

2. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยธุรกิจไทยปี 52 มีความเสี่ยงสูงส่งผลให้การว่างงานเพิ่มขึ้น
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยปัญหาวิกฤตศ.ก.โลกในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจของไทย ทำให้ยอดคำสั่งซื้อและยอดขายลดลงอย่างมาก โดยคาดว่าการส่งออกของไทยปี 52 อาจจะมีการหดตัวลงร้อยละ 7-12 ขณะที่จีดีพีไทยปี 52 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0-1.2 ทำให้ภาคการผลิตต้องลดการผลิตลงและคาดว่ากำลังการผลิตในอุตสาหกรรมปี 52 จะอยู่ที่ร้อยละ 55-56.8 ซึ่งมีระดับที่ต่ำกว่าในช่วงหลังวิกฤตศ.ก.ปี 40 ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานในปี 52 คาดว่าอาจเพิ่มขึ้นไปใกล้หรือเกินกว่า 1.5 ล้านคน โดยอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงการว่างงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะว่างงานเพิ่มขึ้น 8.7 หมื่นคน -1.12 แสนคน ยานยนต์และชิ้นส่วน ประมาณ 4.9 -7.0 หมื่นคน และอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เครื่องหนัง ประมาณ 1.15 -1.54 แสนคน ขณะเดียวกันการดูดซับแรงงานจากภาคการเกษตรอาจน้อยกว่าระดับเฉลี่ยของปีก่อนๆ
- สศค. วิเคราะห์ว่า การบริหารจัดการนโยบายในระดับ Cluster หรือ Supply Chain เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะภาคการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน มีความสัมพันธ์กัน และในแต่ละ Cluster หรือ Supply Chain ก็มี Backward — Forward Linkage มากกว่าในอดีต ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งฟื้นภาคการผลิต ภาคการส่งออก และภาคท่องเที่ยว

3. ส่งออกจีนทรุดหนัก หดตัวร้อยละ -17.5 ต่อปี นำเข้าหดตัวร้อยละ -43.1 ต่อปี
- ตัวเลขส่งออกสินค้าจีนเดือน ม.ค. 52 หดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ที่ร้อยละ -17.5 ต่อปี ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล และยังลดลงขณะที่ยอดนำเข้าสินค้าก็หดตัวจากปีก่อนถึงร้อยละ -43.1 ต่อปี โดยการนำเข้าที่หดตัวเร่งตัวมากกว่าการส่งออกทำให้ดุลการค้าจีนเดือน ม.ค. 52 ยังคงเกินดุลที่ 39.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่เกินดุลที่ 39.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อหักปัจจัยวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับช่วงปลายเดือนม.ค. (ในขณะที่เทศกาลตรุษจีนของปี51ตรงกับช่วงเดือนก.พ.) การส่งออกจีนจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.8 ต่อปี ในขณะที่การนำเข้าหดตัวที่ร้อยละ -26.4 ต่อปี
- สศค. วิเคราะห์ว่า การส่งออกและนำเข้าของจีนที่หดตัวนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ที่ทำให้มีวันทำการเพียง 17 วันในเดือนม.ค.52 อีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัว ส่วนการนำเข้าที่หดตัวมาก บ่งชี้ถึงการส่งออกในอนาคตที่จะหดตัวลงมากขึ้น (เนื่องจากครึ่งหนึ่งของสินค้านำเข้าจีนเป็นสินค้าวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเพื่อการส่งออก) และสะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอมากขึ้น ทั้งนี้ จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าของไทยอันดับ 4 มีสัดส่วนถึงร้อยละ 9.1 ของการส่งออกรวมของไทย สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ ยางพารา และน้ำมันสำเร็จรูป


ที่มา: Macroeconomic Analysis Group: Fiscal Policy Office
Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th



คำถาม

1.ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.เพิ่มขึ้นมา เท่าไหร่ เนื่องจากอะไร
2.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยปัญหาวิกฤตศ.ก.โลก ไว้อย่างไร
3.สศค.วิเคราะห์ว่า การส่งออกและนำเข้าของจีนที่หดตัวนั้น มาจากสาเหตุใด

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นายกฯเร่งให้คลังช่วยค้ำประกันเงินกู้-หาช่องส่งออกจากเม็ดเงินใหม่ปท.อื่น

จัดทำโดย น.ส.วิวัลลักษณ์ วัฒนศักดิ์ 4901208027 K5


นายกฯเร่งให้คลังช่วยค้ำประกันเงินกู้-หาช่องส่งออกจากเม็ดเงินใหม่ปท.อื่น


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์" ว่า รัฐบาลกำลังสรุปปัญหาต่าง ๆ และให้นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 ก.พ.นนี้ได้แก่ ปัญหานโยบายด้านการเงิน โดยจะให้กระทรวงการคลัง รายงานเรื่องการทำระบบค้ำประกันสินเชื่อ เพราะขณะนี้มีปัญหาที่ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะกลัวปัญหาเรื่องความเสี่ยง นอกจากนี้ได้หารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งทาง ธปท.กำลังดำเนินมาตรการต่าง ๆ และดูแลเรื่องกฎระเบียบ ให้เอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อให้มากที่สุด รวมถึงการดูปัญหาการติดเครดิตบูโร

"ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินในระบบปัญหาไม่ใช่ดอกเบี้ยแพง ปัญหาก็คือว่าไม่มีการปล่อยกู้ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องความเสี่ยง จะขอกระทรวงการคลังได้รายงานเรื่องการทำระบบเรื่องประกันสินเชื่อโดยเร็วที่สุด" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องการส่งออก และการท่องเที่ยว จะให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสรุปและรวบรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอื่น อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน ว่ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งเงินเหล่านี้จะเป็นเงินใหม่ ที่เข้าสู่ระบบในเศรษฐกิจโลก

"เหตุผลที่ต้องศึกษา เพื่อทำให้เราเจาะตลาดได้ตรงจุด เช่นที่สหรัฐฯ หากรู้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ มุ่งไปที่ภาคการผลิตใด หรือคนกลุ่มใด เราจะได้ดูว่าโอกาสที่เราจะขายสินค้าให้คนกลุ่มนั้น มีมากน้อยแค่ไหน เป็นการปรับยุทธศาสตร์การส่งออก การดึงการลงทุน หรือการท่องเที่ยว ให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกของประเทศต่าง ๆ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว


(สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 3 ชั่วโมง 22 นาทีที่แล้ว)


คำถาม..??
1. ในบทความนี้มีปัญหาในเรื่องใดบ้าง
2. ประเทศใดบ้าง ที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
3. เหตุผลที่เราต้องศึกษา เพื่อทำให้เจาะตลาดได้ตรงจุด คืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจเดือน ธ.ค. หดตัวต่อเนื่อง คาดปี 51 โต 3-3.5%

จัดทำโดย น.ส.ปาริชาติ พลศักดิ์ 4901208088 K5

ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2551 ติดลบร้อยละ 0.5-2 ทำให้จีดีพี ปี 2551 ขยายตัวลดลงจากที่เคยประเมินไว้ โดยคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 3-3.5

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2551 ติดลบระหว่างร้อยละ 0.5-2 ทำให้จีดีพี ปี 2551 ขยายตัวลดลงจากที่เคยประเมินไว้ โดยคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 3-3.5

โดยมีปัจจัยลบ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่สงบการเมืองในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 18.8 เทียบกับร้อยละ 14.9 ในเดือนพฤษภาคม 2541 และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี 2552 โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 1 มีโอกาสติดลบร้อยละ 0.5 หรือมากกว่า หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2551 ที่โตร้อยละ 6 ถือเป็นการปรับลดลงที่ค่อนข้างมาก ซึ่ง ธปท.คาดหวังว่าการเร่งเบิกจ่ายเม็ดเงินและงบประมาณของรัฐบาลให้ได้ร้อยละ 94 ของเงินงบประมาณ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง จะกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้นจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1 ให้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้ ธปท.ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อสนับสนุนต่อการส่งออกนั้น นางอมรา ยืนยันว่า ปัจจุบัน ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและไม่ผันผวน ซึ่งก็เอื้อต่อผู้ประกอบการและนักธุรกิจ รวมทั้งภาคการส่งออกอยู่แล้ว การที่ภาคการส่งออกหดตัวลงมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจุดต่ำสุดของภาระเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้น ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจึงได้ชะลอตัวลง

ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=03ffdfee-ce45-40b7-8751-f461b326c1f6

คำถามท้ายเรื่อง
1.คุณคิดว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจในปี 2552 จะเป็นอย่างไร
2.คุณคิดว่าตัวเลข GDP ในปี 2551 มีผลต่อเศรษฐกิจในปี 2552 หรือไม่
3.เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการกำหนดนโยบายอย่างไร