จัดทำโดย นางสาวชามา อยู่คุ้ม รหัส 4901208054
5 ช่องทางลงทุนสุดปิ๊ง ยามเศรษฐกิจโลกป่วย
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ทำให้ในปีนี้ เป็นปีที่ไม่ง่ายนักสำหรับการลงทุน แต่ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ อย่างสินทรัพย์หลัก (Core Investment) ลงทุนไม่ว่า “เงินฝาก-ตราสารหนี้-หุ้น” ยังละเลยไปจากพอร์ตการลงทุนไม่ได้
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หัวใจสำคัญของการลงทุนที่นำสู่ผลตอบแทนโดยรวมที่ดียังคงมาจากการจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) อย่างเหมาะสม และมีการปรับน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวคุณเอง แต่คงไม่ใช่การทุ่มเทไปในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยละเลยหัวใจสำคัญของการลงทุนในเรื่องดังกล่าวนี้ไป เราลองมาสำรวจดูช่องทางการลงทุนที่ยังคงความน่าสนใจในปีนี้ผ่านผู้เชี่ยวชาญกัน
@ ตราสารหนี้
ยังคงเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมั่นคงและโดนใจนักลงทุนไทยอยู่เสมอ ถึงผลตอบแทนจะไม่มากมายแต่เรื่องของเงินต้นค่อนข้างจะสบายใจถ้าเลือกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีจริงๆ โดยเฉพาะในท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเช่นนี้
“อาสา อินทรวิชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ แนะนำว่า นักลงทุนไทยคงหันมาลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น อย่างไรก็ตามจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท
ดังนั้น หากจะเลือกลงทุนในปีนี้คงต้องเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความมั่นคงสูง ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ภาครัฐ และหากเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชนคงต้องพิจารณาหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตที่ดีในการลงทุนเป็นหลัก
จากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่ยังอยู่ในช่วงขาลง จะยังส่งผลให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวลงตามได้ จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มอายุของตราสารหนี้ที่จะลงทุนขึ้นเป็น 1-2 ปี
โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกผ่านกองทุนเปิดตราสารหนี้ที่มีการบริหารเชิงรุก (Active Management) เพื่อจะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงอย่างเต็มที่ หรือจะลงทุนผ่านกองทุนปิดที่ล็อกอายุยาวขึ้นก็จะทำให้ผู้ลงทุนล็อกผลตอบแทนที่สูงไว้ได้ในช่วงดอกเบี้ยปรับตัวลงซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ควรจะมีการผสมผสานทั้งตราสารหนี้อายุยาวและตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นอย่างเหมาะ เพราะจะทำให้ผู้ลงทุนไม่พลาดโอกาสหากทิศทางดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นหรือไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มนิ่งและมีความผันผวนมากขึ้นซึ่งคาดว่าจะเป็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2552
โดยปีหน้าจะมีการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.3 แสนล้านบาท จากปกติขาดดุลประมาณ 1.6-1.8 แสนล้านบาท ซึ่งหากภาครัฐมีการออกตราสารหนี้ในปริมาณที่มากก็อาจจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในตลาดในปีหน้าปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน
“การแบ่งเงินไว้บางส่วนเพื่อลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นก็อาจจะทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นหากผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ปรับตัวขึ้น”
@ หุ้น
ปี 2551 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมาค่อนข้างเร็วและแรงเฉลี่ยประมาณ 50% ซึ่งมองในมุมกลับนี่ก็เป็นโอกาสในการลงทุนในหุ้นเช่นเดียวกัน
“พนุกร จันทรประภาพ” ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) มองว่า ปัญหาภาคสถาบันการเงินในต่างประเทศล้มยังไม่กระทบกับเราเท่าไรแต่การที่ภาคการผลิตจริงล้มกระทบกับไทยโดยตรง การส่งออกของไทยในปี 2552 น่าจะติดลบ
โดยคาดว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2552 จะอยู่ที่ 0-2% แต่ไม่ถึงกับติดลบ ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นตามมาอีก ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้ายังคงมีความผันผวน โดยมีกรอบของดัชนีค่อนข้างกว้างระหว่าง 320-500 จุด ซึ่งในวิกฤติย่อมมีโอกาส
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นในช่วง 6-12 เดือน ข้างหน้าอาจจะเหมาะกับการซื้อมาขายไป (Trading) มากกว่าที่จะเป็นกลยุทธ์ซื้อแล้วถือ (Buy and hold) ยกเว้นจะเป็นกลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่มองการลงทุนระยะ 3-5 ปีข้างหน้า อาจจะเป็นจังหวะในการทยอยเข้าลงทุน โอกาสที่จะกำไรเป็น 100% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้ายังมี แต่ถ้าเป็นกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นคงต้องเน้น Trading ไป ก็ยังมีโอกาสในการทำกำไรได้
“กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจลงทุนได้แก่หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง 7-8% ดีกว่าผลตอบแทนของดอกเบี้ยเงินฝากที่มีแนวโน้มจะปรับลดลงได้อีก โดยเลือกหุ้นในกลุ่มที่ยอดขายได้รับผลกระทบน้อยจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เช่น โรงไฟฟ้าที่รายได้ค่อนข้างมีเสถียรภาพ กลุ่มสาธารณูปโภค เช่น บริษัทมือถือ ซึ่งน่าจะสามารถรักษาระดับของกระแสเงินสดเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น”
@ กองทุนอสังหาริมทรัพย์
ในภาวะที่โลกกำลังอยู่ในช่วงของดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในลักษณะเดียวกันกับตราสารหนี้ อีกทั้งผลตอบแทนยังสูงกว่าด้วย
“สมพร บุรินทราธิกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่า ในช่วงที่ผลตอบแทนของตราสารหนี้ลดลง ในขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูงจากวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้น น่าจะทำให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก้าวมาเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนได้เป็นอย่างดี ด้วยผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ให้กันอยู่เฉลี่ย 7-8% ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
จากข้อมูลในอดีตพบว่าผลตอบแทนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้เฉลี่ยที่ 7.4% สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ประมาณ 2.6% เป็นส่วนเพิ่ม (Premium) ที่ต้องบวกเข้าไปในผลตอบแทนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ส่วนเพิ่มตรงนี้ถ้านักลงทุนมองว่าคุ้มก็สามารถที่จะลงทุนได้
จากข้อมูลพบว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยฮ่องกงให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.0%, ไต้หวัน 3.8%, สิงคโปร์ 4.9%, ญี่ปุ่น 3.6%, เกาหลีใต้ 7.7% และมาเลเซีย 6.9% ตรงนี้จึงถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย
“โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยนั้น ค่อนข้างที่จะแบ่งแยกออกจากตลาดโลกอย่างชัดเจน ดังนั้น ผลกระทบในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐ หรือยุโรปจึงไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยมากนัก โดยเฉพาะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการกำกับดูแลจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ค่อนข้างเข้มงวด”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้นักลงทุนที่จะลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรจะต้องพิจารณาเลือกกองทุนด้วยเช่นเดียวกัน โดยให้มองกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำคุณไปสู่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้
ตรงนี้ขึ้นกับผู้ลงทุนแล้วว่าอยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทไหน ให้ดูศักยภาพของธุรกิจและความเสี่ยงประกอบ รวมถึงรูปแบบของกองทุนที่จะเข้าไปลงทุนว่าจะเป็นการซื้อขาด (Free Hold) หรือการซื้อสิทธิ์การเช่า (Lease Hold) ซึ่งผลตอบแทนของกองทุนทั้ง 2 ประเภทจะแตกต่างกันไป
ในขณะที่เงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนที่เป็น Free Hold ผู้ลงทุนจะได้รับเป็นเงินปันผลเต็มๆ แต่ผลตอบแทนของ Lease Hold จะมีส่วนของเงินต้นรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ควรพิจารณาดุความสามารถในการสร้างกระแสรายได้อย่างต่อเนื่องในท่ามกลางวิกฤติ
“อย่างไรก็ตาม หากเป็นการซื้อลงทุนมากๆ ไม่ควรที่จะเข้าไปซื้อในตลาดรอง แม้ว่าจะซื้อได้ในราคาที่มีส่วนลด (Discount) ก็จริง แต่อาจไม่ได้ตามจำนวน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลขาดทุนจากเข้าไปลงทุน (Capital Loss) ด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าราคาตลาดที่ลดลงจะทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงขึ้นมากก็ตาม แต่ก็มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก จึงไม่แนะนำ”
@ สินค้าโภคภัณฑ์
แม้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกจะปรับตัวลงมากในปี 2551 ที่ผ่านมา แต่สินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีสัดส่วนการปรับตัวลงที่น้อยกว่าหุ้น และในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวตามด้วยเช่นเดียวกัน
“ธีระ ภู่ตระกูล” ประธานกรรมการ บลจ.ฟินันซ่า จากการศึกษาถึงผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ตั้งแต่ปี 1973-2007 พบว่ามี 19 ไตรมาสที่การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนติดลบในขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวก มี 41 ไตรมาส ที่หุ้นให้ผลตอบแทนติดลบ
ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวก และมี 80 ไตรมาส ที่การลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด ปัจจุบันรูปแบบของความสัมพันธ์นี้ยังคงเป็นจริงอยู่ ซึ่งจะพบว่าการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาวให้ผลตอบแทนเป็นบวกเสมอ ซึ่งรูปแบบของความสัมพันธ์นี้ก็ยังเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน
“จากสถิติของดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ RICI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15.4% มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) อยู่ที่ 18.4% ซึ่งยังเป็นระดับของผลตอบแทนที่คาดหวังได้จากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นบุคลิกของสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความผันผวนสูงเช่นเดียวกับหุ้น ดังนั้นการปรับตัวขึ้นลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงที่ผ่านมาจึงถือเป็นเรื่องปกติเพราะนี่คือบุคลิกของสินค้าโภคภัณฑ์”
ธีระ ย้ำว่า พื้นฐานของสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้เปลี่ยนไปยังเหมือนเดิมแต่ราคาที่เคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นเพียงบุคลิกหนึ่งของสินค้าโภคภัณฑ์ปกติเท่านั้น ถ้ามองการลงทุนระยะยาวในสินค้าโภคภัณฑ์ยังดีอยู่และถือเป็นสินทรัพย์การลงทุนประเภทหนึ่งนอกเหนือจากหุ้นหรือตราสารหนี้ที่ผู้ลงทุนควรจะมีผสมผสานกันไว้ในพอร์ตการลงทุนของตัวเอง
การที่เศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวและทำให้คนกังวลว่าปริมาณความต้องการใช้สินค้าโภคภัณฑ์จะลดลงนั้นเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นเท่านั้น ใช้น้อยลงไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ใช้ตรงนี้สำคัญและถึงแนวโน้มของอุปสงค์ในสินค้าโภคภัณฑ์จะลดลงแต่เมื่อเทียบกับอุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอยู่จำกัด ทำให้ปริมาณความต้องการในสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีมากกว่าอุปทานในสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ดี แม้ในยามที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงก็ตาม
ดังนั้น การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลงมาจึงถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน ถึงจุดหนึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะต้องปรับตัวกลับขึ้นไป เพราะในระยะยาวค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการกอบกู้วิกฤติการเงินทำให้สหรัฐต้องออกพันธบัตรอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้อ่อนค่าลง ดังนั้นการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมานี้เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น
@ ทองคำ
ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นแบบไหน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนไทยอยู่เสมอ
“ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์” ผู้จัดการกองทุน ฝ่ายจัดการกองทุนตราสารหนี้ บลจ.กสิกรไทย มองว่า ทองคำยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจเพราะจากปัญหาวิกฤตการณ์สถาบันการเงินทั่วโลก (Credit Crisis) ทำให้นักลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นเนื่องจากทองคำมีคุณลักษณะพิเศษคือการเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง (Safe Heaven Asset)
ต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ นอกจากนี้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่แปรผกผันกับค่าเงินดอลลาร์ (USD Weakness Hedged Instrument) ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐจะทำให้
แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำในระยะยาวด้วยเช่นเดียวกัน
ราคาทองคำแม้จะมีความผันผวนในช่วงที่ผ่านมาแต่จะพบว่าราคาทองคำมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐานของทองคำเองที่มีดีมานด์มาจากผู้บริโภคที่ต้องการใช้จริง (Real Demand) เป็นหลักประมาณ 81% ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งหมด โดยเป็นดีมานด์จากการลงทุนเพียง 19% เท่านั้น ซึ่งต่างจากน้ำมันที่มีดีมานด์จากการลงทุนสูงถึง 30-40%
นอกจากนี้ ขีดความสามารถที่จำกัดในด้านการผลิตทองและปริมาณทองคำที่ค้นพบใหม่ๆ กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยคาดว่าต้นทุนเฉลี่ยในการผลิตทองคำอยู่ที่ 500-600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ดังนั้นราคาทองคำจึงไม่น่าจะหลุดระดับต้นทุนซึ่งถือเป็นแนวรับที่สำคัญลงมาได้
“ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในปี 2552 มีกรอบการมองค่อนข้างกว้าง ต่ำสุดอยู่ประมาณ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และสูงสุดอยู่ประมาณ 950-1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขึ้นกับมุมมองที่มีต่อวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้นซึ่งต่างกัน
ดังนั้น ราคาทองจะมีกรอบการแกว่งที่ค่อนข้างผันผวนเหมาะกับการลงทุนในลักษณะเล่นรอบมากกว่าในช่วงสั้น แต่ในระยะยาว 5 ปี ข้างหน้าราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอย่างแน่นอน แต่คงจะไม่ใช่ในลักษณะของการไต่ระดับขึ้นไปครั้งเดียว แต่จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไป”
เห็นหรือไม่ว่า ในวิกฤติมีโอกาสการลงทุนซ่อนอยู่เสมอ
-------------------------------------------------------------------------
คำถาม
1.ช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจมีก่ช่องทาง ?
2.สถิติของดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ มีผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไร? และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่าไร?
3.สินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง คืออะไร?
วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552
รัฐจัดแผนสำรองสู้วิกฤติโลก [16 ม.ค. 52 - 05:38]
รัฐจัดแผนสำรองสู้วิกฤติโลก [16 ม.ค. 52 - 05:38]
จัดทำโดย นส.ประภาสิริ ช่วยหนู เลขทะเบียน 4901208043 K.5
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 ม.ค.) ในงานสัมมนา โพสต์ ฟอรัม 2009 จัดโดยบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ภายใต้หัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ว่า รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
“เชื่อว่ามาตรการทุกๆอย่างที่กระตุ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว 2% แต่จะได้ตามนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกจะผันผวนรุนแรงหรือไม่ คาดว่าผลของมาตรการทั้งหมดจะทำให้การว่างงานไม่เกิน 2.0-2.5% หรือประมาณ 500,000 คน จากเดิมที่จะมีแรงงานตกงานมากกว่า 1 ล้านคน”
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน เพื่อย้อนกลับวงจรแห่งความหายนะ และเพื่อให้ประชาชน และนักลงทุนกลับสู่ความเชื่อมั่น ซึ่งฟื้นการใช้จ่ายของประชาชนและภาครัฐ เพราะหากมีการใช้จ่าย ธุรกิจก็จะขายของได้ ไม่ต้องปลดคนงาน ธุรกิจไม่ล้ม ความมั่งคั่งในตลาดหุ้นกลับมา และคนจะมีความเชื่อมั่น
“รัฐบาลเข้าใจ และยอมรับว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าหนักอย่างยิ่ง ผลกระทบที่อาจจะมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่แรงกว่าที่คาดคิดไว้ ซึ่งคงต้องขึ้นกับการแก้ไขปัญหาของสหรัฐฯ หากรัฐบาลโอบามาสามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้เร็ว และทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ทรุดหนักมากเกินไป รัฐบาลเชื่อว่าสามารถที่จะรับมือได้ อย่างไรก็ตาม หากภาวะถดถอยของสหรัฐฯขณะนี้ กลายเป็นการถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษ เหมือนช่วงปี ค.ศ.1931 ขอให้มั่นใจว่าระบบการทำงานของรัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้ และได้เตรียมมาตรการรองรับกรณีเลวร้ายอย่างนั้นไว้แล้ว”
รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายก รัฐมนตรีได้สั่งให้ทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมแผนฉุกเฉินกรณีที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวนานกว่าที่คาด เพื่อให้รองรับและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยได้ทันท่วงที และจะมีการประเมินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯว่าจะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหนในช่วง 6 เดือนด้วย
ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ผู้มีรายได้น้อย ว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นไปตามตำราเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน เชื่อว่าจะนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยและเกิดการสร้างงานตามมา ส่วนที่นำไปเปรียบเทียบกับมาตรการที่สหรัฐฯเคยใช้นั้น เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลเพียงครึ่งเดียว กรณีที่สหรัฐฯ ใช้เป็นการคืนเงินภาษีให้กับประชาชนทุกคน ในส่วนของไทยคือให้เฉพาะคนมีรายได้น้อย และยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่เป็นการพยุงเศรษฐกิจ เพราะแต่ละมาตรการไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ต้องมีหลายมาตรการ และเป็นธรรมกับคนทุกระดับชั้น
ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ วิกฤติเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ว่า ธปท.ประเมินการว่างงานของไทยในปี 52 มีแนวโน้มสูงกว่าปี 51 โดยกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจขยายตัว 0% จะมีคนว่างงาน 1.07 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 2.8% กรณีไม่รวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลหรือภาคเกษตรพ้นฤดูเก็บเกี่ยว รวมบัณฑิตจบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานอยู่แล้วประมาณ 500,000 คน แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลแล้ว คาดว่าจะมีคนว่างงานประมาณ 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% คาดว่าจะมีจำนวนคนว่างงาน 840,000 คน หรือ 2.2% กรณีไม่ร่วมผู้ว่างงานตามฤดูกาล แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลจะมีคนตกงาน 1.11 ล้านคน หรือ 2.9%
ส่วนทางด้านกระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท.
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=119375
คำถามท้ายเรื่อง
1.นโยบายการคลังของรัฐบาลในปี 2552 มีกี่ข้อ อะไรบ้าง ?
2.นายกรัฐมนตรีสั่งให้ทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯในช่วงกี่เดือน ?
3.ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่งที่ร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท มาปล่อยกู้ให้แก่ใครบ้าง และคิดอัตราดอกเบี้ย
เป็นเท่าไร ?
จัดทำโดย นส.ประภาสิริ ช่วยหนู เลขทะเบียน 4901208043 K.5
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 ม.ค.) ในงานสัมมนา โพสต์ ฟอรัม 2009 จัดโดยบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ภายใต้หัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ว่า รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
“เชื่อว่ามาตรการทุกๆอย่างที่กระตุ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว 2% แต่จะได้ตามนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกจะผันผวนรุนแรงหรือไม่ คาดว่าผลของมาตรการทั้งหมดจะทำให้การว่างงานไม่เกิน 2.0-2.5% หรือประมาณ 500,000 คน จากเดิมที่จะมีแรงงานตกงานมากกว่า 1 ล้านคน”
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน เพื่อย้อนกลับวงจรแห่งความหายนะ และเพื่อให้ประชาชน และนักลงทุนกลับสู่ความเชื่อมั่น ซึ่งฟื้นการใช้จ่ายของประชาชนและภาครัฐ เพราะหากมีการใช้จ่าย ธุรกิจก็จะขายของได้ ไม่ต้องปลดคนงาน ธุรกิจไม่ล้ม ความมั่งคั่งในตลาดหุ้นกลับมา และคนจะมีความเชื่อมั่น
“รัฐบาลเข้าใจ และยอมรับว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าหนักอย่างยิ่ง ผลกระทบที่อาจจะมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่แรงกว่าที่คาดคิดไว้ ซึ่งคงต้องขึ้นกับการแก้ไขปัญหาของสหรัฐฯ หากรัฐบาลโอบามาสามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้เร็ว และทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ทรุดหนักมากเกินไป รัฐบาลเชื่อว่าสามารถที่จะรับมือได้ อย่างไรก็ตาม หากภาวะถดถอยของสหรัฐฯขณะนี้ กลายเป็นการถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษ เหมือนช่วงปี ค.ศ.1931 ขอให้มั่นใจว่าระบบการทำงานของรัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้ และได้เตรียมมาตรการรองรับกรณีเลวร้ายอย่างนั้นไว้แล้ว”
รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายก รัฐมนตรีได้สั่งให้ทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมแผนฉุกเฉินกรณีที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวนานกว่าที่คาด เพื่อให้รองรับและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยได้ทันท่วงที และจะมีการประเมินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯว่าจะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหนในช่วง 6 เดือนด้วย
ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ผู้มีรายได้น้อย ว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นไปตามตำราเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน เชื่อว่าจะนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยและเกิดการสร้างงานตามมา ส่วนที่นำไปเปรียบเทียบกับมาตรการที่สหรัฐฯเคยใช้นั้น เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลเพียงครึ่งเดียว กรณีที่สหรัฐฯ ใช้เป็นการคืนเงินภาษีให้กับประชาชนทุกคน ในส่วนของไทยคือให้เฉพาะคนมีรายได้น้อย และยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่เป็นการพยุงเศรษฐกิจ เพราะแต่ละมาตรการไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ต้องมีหลายมาตรการ และเป็นธรรมกับคนทุกระดับชั้น
ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ วิกฤติเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ว่า ธปท.ประเมินการว่างงานของไทยในปี 52 มีแนวโน้มสูงกว่าปี 51 โดยกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจขยายตัว 0% จะมีคนว่างงาน 1.07 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 2.8% กรณีไม่รวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลหรือภาคเกษตรพ้นฤดูเก็บเกี่ยว รวมบัณฑิตจบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานอยู่แล้วประมาณ 500,000 คน แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลแล้ว คาดว่าจะมีคนว่างงานประมาณ 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% คาดว่าจะมีจำนวนคนว่างงาน 840,000 คน หรือ 2.2% กรณีไม่ร่วมผู้ว่างงานตามฤดูกาล แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลจะมีคนตกงาน 1.11 ล้านคน หรือ 2.9%
ส่วนทางด้านกระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท.
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=119375
คำถามท้ายเรื่อง
1.นโยบายการคลังของรัฐบาลในปี 2552 มีกี่ข้อ อะไรบ้าง ?
2.นายกรัฐมนตรีสั่งให้ทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯในช่วงกี่เดือน ?
3.ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่งที่ร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท มาปล่อยกู้ให้แก่ใครบ้าง และคิดอัตราดอกเบี้ย
เป็นเท่าไร ?
วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด กนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบายไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.50
จัดทำโดย น.ส.วรารัตน์ เนกขัมพิทักษ์ 4901208018 K5
กรุงเทพฯ 11 ม.ค. - บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.50 จากร้อยละ 2.75 มาที่ร้อยละ 2.25 หรือต่ำกว่านั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กนง. ในการประชุมรอบแรกของปีในวันที่ 14 มกราคมนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นผลจากความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักเด่นชัดมากขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดความน่ากังวลลงค่อนข้างมาก ซึ่งจะเอื้อให้ กนง.มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก ซึ่งจากภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีความเปราะบางสูง โดยยังเป็นไปได้ที่สำนักต่าง ๆ จะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงอีกในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มประสบกับภาวะถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วต่อเนื่องถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2552 พร้อมกันนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและมีค่าติดลบในบางเดือนของปี 2552 ในทิศทางที่สอดคล้องกับทั่วโลก การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากทางการไทย คงจะถูกฝากความหวังว่าจะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะที่ซบเซาไปได้โดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเครดิตและความกังวลเรื่องสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจที่ยังคงมีอยู่ ตลอดจนเสถียรภาพของรัฐบาล ยังเป็นประเด็นที่อาจทำให้กลไกการส่งผ่านและประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลาย มีความท้าทายมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ทุกภาคธุรกิจมีแนวโน้มจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ. -สำนักข่าวไทย
2009-01-11
ที่มา http://www.khum.net/news-read/1068954
คำถามท้ายเรื่อง
1.เศรษฐกิจในปี 52 มีแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างไร
2.เงินเฟ้อปี 51 และปี 52 จะเป็นอย่างไร
3.ทำอย่างไรเศรษฐกิจปี 52 จึงจะฟื้นตัวขึ้น
กรุงเทพฯ 11 ม.ค. - บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.50 จากร้อยละ 2.75 มาที่ร้อยละ 2.25 หรือต่ำกว่านั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กนง. ในการประชุมรอบแรกของปีในวันที่ 14 มกราคมนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นผลจากความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักเด่นชัดมากขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดความน่ากังวลลงค่อนข้างมาก ซึ่งจะเอื้อให้ กนง.มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก ซึ่งจากภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีความเปราะบางสูง โดยยังเป็นไปได้ที่สำนักต่าง ๆ จะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงอีกในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มประสบกับภาวะถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วต่อเนื่องถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2552 พร้อมกันนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและมีค่าติดลบในบางเดือนของปี 2552 ในทิศทางที่สอดคล้องกับทั่วโลก การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากทางการไทย คงจะถูกฝากความหวังว่าจะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะที่ซบเซาไปได้โดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเครดิตและความกังวลเรื่องสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจที่ยังคงมีอยู่ ตลอดจนเสถียรภาพของรัฐบาล ยังเป็นประเด็นที่อาจทำให้กลไกการส่งผ่านและประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลาย มีความท้าทายมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ทุกภาคธุรกิจมีแนวโน้มจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ. -สำนักข่าวไทย
2009-01-11
ที่มา http://www.khum.net/news-read/1068954
คำถามท้ายเรื่อง
1.เศรษฐกิจในปี 52 มีแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างไร
2.เงินเฟ้อปี 51 และปี 52 จะเป็นอย่างไร
3.ทำอย่างไรเศรษฐกิจปี 52 จึงจะฟื้นตัวขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
